ประวัติวิทยากร


นายวันชัย จึงจรัสทรัพย์

ตำแหน่ง ประธานสภาวัฒนธรรม
อำเภอบ้านบึง ชลบุรี

 

นายศรราม ดีรอด

อาจารย์จากศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร

การศึกษา

– ปริญญาตรี สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
คณะคหกรรมศาสตร์

ผลงาน

– อาจารย์สอนงานแกะสลัก จัดดอกไม้สด
งานใบตองที่ศูนย์ฝึกอาชีพ กทม.

– อาจารย์พิเศษวิชา ศิลปะการจัดดอกไม้
เชิงพาณิชย์ ณ วิทยาลัยดุสิตธานี

งานสัมมนาหัวข้อวัฒนธรรมและประเพณีไทย…ความงดงามที่สังคมมองข้าม


คลิกฟังเพลงมยุราภิรมย์

ขอขอบคุณ

ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน

หวังว่าทุกท่านคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย

และหวังว่าจะมีกิจกรรมที่ดีอย่างนี้ต่อไป

เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของคนรุ่นเก่า มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา

ติดตามสรุปผลการสัมมนาได้ที่นี่ >> Click

ตำนานมูเซอ จากดินแดนแห่งสิบแปดหัวหน้าเผ่าสู่ดอยสูงเชียงราย


การละเล่นของชาวมูเซอ

มูเซอตำนานเก่าแก่ที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ว่า ชาติกำเนิดมาจากบิดามารดา ซึ่งเป็นผีฟ้า หรือ งือชาสร้างขึ้น งือชาหรือผีฟ้าเป็นเทพเจ้าของชาวมูเซอ เป็นผู้ที่สร้างโลก ดิน น้ำ ลม ไฟ ตลอดจนพืชและสัตว์ต่างๆ

ตำนานกล่าวว่า งือชาหรือผีฟ้าได้สร้างมนุษย์ผู้ชายขึ้นมาก่อน ซึ่งมีรูปร่างคล้ายลิง แล้วสร้างมนุษย์ผู้หญิงซึ่งมีรูปร่างคล้ายนางเงือกขึ้นมาทีหลัง ต่อมาทั้งสองได้รักใคร่เป็นคู่สามีภรรยากัน เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกคนทั้งสองจึงเข้าไปอาศัยอยู่ในน้ำเต้ายักษ์จน รอดชีวิตมาได้ และคลอดบุตรออกมามีจำนวนถึง 100 คน เป็นชาย 50 คน และหญิง 50คน เมื่อน้ำแห้งลงลูกน้ำเต้ายักษ์ได้ลอยไปติดอยู่บนยอดเขาหิมาลัย ผู้คน 100 คนพากันออกมาจากน้ำเต้ายักษ์ จับคู่และแยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ต่างๆ เป็นต้นตระของมนุษย์ต่อมา

สำหรับพี่ชายและพี่สาวคนโต มูเซอเชื่อว่าเป็นต้นตระกูลของตนเพราะเป็นผู้ที่อยู่บนภูเขาสูงดูแลพ่อแม่ ที่ชรา ด้วยเหตุนี้ชาวมูเซอจึงรู้สึกผูกพันและชอบอาศัยอยู่บนเขาสูง

ตำนานของลีซอ


ตามตำนานเล่าว่า ชาวลีซอไม่มีประเทศเป็นของตนเอง ครั้งหนึ่งเมื่อเทวดาแบ่งปันเขตแดนแก่ชนชาติต่างๆ พวกอื่นเขาก็ใช้ก้อนหินทำเป็นเสาหลักปักแสดงเขตแดน แต่ชาวลีซอกลับเอาหญ้าคามัดผูกปมทำเป็นเครื่องหมายเอาไว้ ครั้งถึงฤดูร้อนเกิดไฟไหม้ทุ่งหญ้าคาหมด ลีซอจึงหาเขตแดนของคนเองไม่พบ จำต้องเร่ร่อนหาที่อยู่ไปเรื่อย

ชาวลีซอติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาพูดเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีภาษาเขียนเนื่องจากเมื่อเทวดาให้ตัวอักษรมา ลีซอกลับบันทึกจดจำใส่ลงไปในข้าวปุ๊ก (ขนมอย่างหนึ่งของชาวลีซอและชาวเขาบางเผ่า ทำด้วยข้าวเหนียวนึ่ง ตำผสมกับงาคั่ว จนละเอียดแล้วนำมาย่างหรือเผาไฟกินแทนขนม) เมื่อกลับถึงบ้านก็เอาข้าวปุ๊กไปเผาไฟกินจนหมด จึงลืมตัวอักษรของอักษรของตัวเองเสียสิ้น ดังนั้นชาวลีซอจำต้องใช้แต่ภาษาพูดมาจนถึงปัจจุบัน

ลีซอ หรือ ลีซู (LISU) เดิมเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ตั้งฐานอยู่ทางตอนต้นของแม่น้ำสาละวิน และทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานในประเทศจีน เป็นชนเผ่าหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มทางภาษาทิเบต-พม่า

ลีซออาศัยอยู่หนาแน่นทางแถบตะวันของมณฑลยูนนาน และกระจายเข้าไปในดินแดนรัฐฉานของประเทศพม่า ตลอดจนเข้ามาอยู่ในเขตของประเทศไทยก็มีจำนวนมากเช่นกัน ในเขตอำเภอเชียงดาวอำเภอแม่แดง อำเภอฝาง และอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่ิองสอน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ลีซอในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอพยพเข้ามาทางเขตเชียงตุง เขตหมอกฟ้าเมืองเลิน เมืองปั่น เมื่อราว 60-70 ปีหรือราวพุทธศักราช 2467 ที่ผ่านมา ปัจจุบันลีซอในประเทศไทยได้กระจายกันอยู่ตามหุบเขาในเขตอำเภอเชียงดาว ที่ตำบลเมืองคอง ตำบลเมืองนะ ตำบลเมืองนะ ตำบลเมืองแหง บ้านนาเลา บ้านขุนคอง บ้านห้วยน้ำดัง บ้านดงสามหมื่น บ้านแม่นะ บ้านป่าแป๋และที่อื่นๆ อีหลายแห่งตามเขตภูเขาของอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เช่นที่หมู่บ้านปางสา บ้านธาตุ บ้านแม่สลอง บ้านหัวแม่คำ บ้านดอยช้าง เป็นต้น

โกนผมไฟ


โกนผมไฟ

เมื่อลูกอ่อนมีอายุได้ประมาณเดือนเศษ พ่อแม่ก็จะเตรียมโกนผมไฟโดยไม่ต้องทำพิธี ด้วยการลับมีดโกนกับหินลับมีดให้คมกริบ นำใบบอนมาใบหนึ่ง แม่อุ้มเด็กไว้ในตัก พ่อเอาน้ำชโลมผมไฟให้เด็กทั่วศีรษะ เมื่อผมเปียกดีแล้วพ่อจะเริ่มโกนตั้งแต่หน้าผากขึ้นจนรอบศีรษะ จะต้องระวังส่วนสูงสุดของศีรษะตอนกลางที่เรียกว่า “กระหม่อม” เท่านั้น เพราะเด็กเกิดใหม่กระหม่อมจะบางยังไม่เต็ม ยังนิ่มอยู่ทำให้โกนยากกว่าบริเวณอื่นๆ ส่วนแม่คอยจับมือลูกที่ไขว่คว้าไปมาไม่ได้หยุดนั้นให้นิ่งไว้จะได้ไม่ถูกมีดโกนบาด

เมื่อโกนผมไฟเสร็จแล้ว พ่อจะเก็บผมไฟใส่ใบบอนที่เตรียมไว้ ห่อให้เรียบร้อยแล้วอาจนำไปลอยน้ำโดยเชื่อว่าจะเกิดความร่มเย็นแก่ลูกต่อไป บางรายหากไม่นำห่อผมไฟไปลอยน้ำ ก็อาจนำไปฝากไว้ที่ต้นกล้วยที่มีกาบใหญ่ๆ ก็ได้เพราะถือว่าผมเป็นของสูงจะนำไปทิ้งเรี่ยราดไม่ได้ เหตุผลที่เลือกใบบอนมาห่อผมไฟเด็กคงไม่ใช่เพราะเห็นกิริยาของเด็กอ่อนไม่อยู่นิ่ง ดูเหมือนคันขยุกขยิกตลอดเวลา แต่อาจเป็นเพราะต้นบอนขึ้นอยู่ทั่วไปในแหล่งที่มีน้ำไปถึง หาง่ายจึงมีผ฿นิยมเด็ดหรือตัดมาใช้ รวมทั้งนำมาห่อผมไฟที่โกนแล้วด้วย

ฝังรก


เมื่อตัดสายสะดือออกแล้ว หมอตำแยจะนำไปล้างให้สะอาดเตรียมใส่หม้อทะนน หม้อตาล หรือหม้อดินใบเล็กๆ ไม่ต้องปิดฝาใส่เกลือทับรกกันเน่าเพื่อเตรียมไปฝัง การฝังรกของคนโบราณมีคติให้คิดว่าเมื่อบุคคลเจริญขึ้นจะได้ไม่ลืม “รกราก” ที่ตนถือกำเนิดมา หากมีโอกาสช่วยเหลือจะได้ไปตอบแทนคุณทำประโยชน์ให้บ้านเกิดหรือภูมิลำเนาของตนได้

อยู่ไฟ ออกไฟ


เมื่อหมอตำแยจัดการกับลูกเรียบร้อยแล้ว ก็จะหันมาดูแลแม่ซึ่งยังนอนอยู่ด้วยความอ่อนเพลียด้วยการเช็ดเลือดฝาด ผลัดผ้าที่เปื้อนเลือด เช็ดตัวอาบน้ำให้สะอาด จากนั้นให้กินน้ำมะขามเปียกคั้นผสมเกลือให้ออกรสเค็มเพื่อต้องการรุถ่ายให้ท้องสะอาด โดยเจาะกระดานหรือฟากที่บริเวณคลอดไว้ให้เป็นร่องสำหรับถ่ายจะได้สะดวก ต้องหากิ่งพุทรามาสระไว้ที่ร่องส้วมจนกว่าแม่เด็กจะออกไฟ คนโบราณเชื่อสืบต่อกันมาว่า กิ่งพุทรากันผีกระสือมาล้วงตับได้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ก็เตรียมตัวขึ้นนั่งบนกระดานไฟได้ การขึ้นกระดานไฟนี้ถ้าคนคลอดแข็งแรงก็ขึ้นเองได้ แต่ถ้าไม่แข็งแรงก็จะมีหมอตำแยและญาติมิตรช่วยกันประคอง การขึ้นกระดานไฟนั้นเมื่อ 50 ปีก่อน หมอตำแยคิดสองบาท

ตอนเริ่มอยู่ไฟใหม่ๆ ก่อนกินอาหารเช้าและเย็นแม่ลูกอ่อนทุกคนจะนิยมกินยาดองเหล้า บางคนที่มีฐานะก็จะกินยาดองจีน กินไปจนกว่าน้ำคาวปลาจะแห้ง แต่หญิงแม่ลูกอ่อนส่วนใหญ่จะนิยมกินยาดองอยู่ไฟตำหรับไทย ใช้สมุนไพรไทย เช่น ขิง ข่า ไพล ผิวมะกรูด ว่าน

เมื่อแม่ขึ้นนั่งบนกระดานไฟแล้ว หากหมอตำแยคนใดสามารถดับพิษไฟได้เอง ก็ทำได้เลยแต่ถ้าทำไม่ได้ต้องเชิญผู้รู้มาทำ พิธีดับพิษไฟ การดับพิษไฟช่วยให้จิตใจของผู้อยู่ไฟสบาย รู้สึกว่าการอยู่ไฟไม่อันตราย เชื่อมั่นว่าตัวเย็นใจเย็น เมื่อดับพิษไฟเสร็จ แม่ค่อยๆ นอนตะแคงท้องผิงไฟ ซ้ายบ้างขวาบ้างเพื่อให้ได้รับความอบอุ่นเท่ากันและไม่ปวดมดลูก ต้องหมั่นแอ่นท้องหาไฟเสมอ

กระดานไฟจะอยู่ห่างจากแม่เตาไฟประมาณหนึ่งศอก หน้าไฟต้องหันมาทางท้องแม่โดยหัวใสมาทางแม่ เพื่อว่าหางฟืนจะได้มีคนซนให้หากฟืนมอด โบราณถือมากหากฟืนมอด ต้องให้ไฟลุกอยู่เสมอ การได้รับความร้อนจากฟืนจะช่วยให้มดลูกของแม่เข้าอู่เร็วขึ้น ท้องจะแห้ง น้ำคาวปลาจะตกหมดแต่ถ้า อยู่ไฟไม่ได้ หรือ เข้าไฟไม่ได้ ท้องจะพองใหญ่อยู่อย่างนั้น ไม่ยุบง่ายๆ การอยู่ไฟฟืน ฟืนจะลุกไหม้ แล้วก็มอดไป ดังนั้นต้องมีคนซนไฟให้ลุกโชนเสมอ

หญิงส่วนใหญ่นิยมอยู่ไฟประมาณเจ็ดวัน เก้าวัน หรือสิบเอ็ดวัน เมื่ออยู่ไฟครบอย่างน้อยเจ็ดวันแล้วจะทำพิธีออกไฟโดยมีผู้รู้มาทำ น้ำมนต์ธรณีสาร อาบอาบให้แม่ลูกเพื่อความสุขตลอดไป

เมื่อแม่ออกไฟแล้ว พ่อจะเป็นคนรื้อแม่เตาไฟขนดิน ขนกาบกล้วยหรือใบตองแห้งที่รองแม่เตาไฟไปทิ้ง หากมีฟืนเหลือก็นำไปใช้ในครัวต่อไป เก็บยันต์ที่ขึงไว้รอบห้องหรือที่ปิดหัวเสาไว้

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.